คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 เห็นชอบให้จัดตั้งสถานศึกษาเฉลิมพระเกียรติสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 10 แห่ง เนื่องในวโรกาศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา โดยเป็นการยกระดับศูนย์บริการจัดการเรียนการสอนวิชาชีพ ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมขึ้นเป็นสถานศึกษาจัดตั้งใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนด้ายวิชาชีพแก่นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนการให้บริการสังคมชุมชนได้ดียิ่งขึ้น มีรายชื่อดังนี้
  1. วิทยาลัยประมงสมุทรสาคร อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
  2. วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ กฟผ.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง
  3. วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการปง จ.พะเยา
  4. วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการพิบูลมังสาหาร อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
  5. วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการหนองสองห้อง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น
  6. วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการสิงหนคร (รัตน์ ประธานราษฎร์นิกร) จ.สงขลา
  7. วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์
  8. วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการดอนตาล จ.มุกดาหาร
  9. วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการสารภี จ.เชียงใหม่
  10. วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการตากฟ้า จ.นครสวรรค์
 

     เดิมทีเป็นวิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ จัดตั้งขึ้นมาจาก “หน่วยฝึกฝนอาชีพเคลื่อนที่ ที่ 32” สังกัดกองส่งเสริมอาชีพ กรมอาชีวศึกษา เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2513 โดยใช้สถานที่และอาคารของ วัดพันอ้น ถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่เป็นที่ดำเนินการ เปิดทำการสอนวิชาชีพระยะสั้น 300 ชั่วโมง (ประมาณ 5 เดือน) จำนวน 9 สาขาวิชา ต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2513 “หน่วยฝึกฝนอาชีพเคลื่อนที่ 32” ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงเป็น “โรงเรียนสารพัดช่างเชียงใหม่” สังกัดกองโรงเรียน กรมอาชีวศึกษา ใช้สถานที่เดิม และได้ขยายสาขามาจัดตั้งเพิ่มอีกหนึ่งสาขา ณ ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่และเปลี่ยนเป็น "วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการสารภี" โดยมีผู้อำนวยการคนปัจจุบันคือ นายวัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ

     ต่อมา กระทรวงศึกษาธิการ เห็นควรให้เปลี่ยนชื่อวิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการสารภี สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อให้การจัดการศึกษาสอดคล้องกับบทบาทของสถานศึกษา และรองรับพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ.2551 จึงให้เปลี่ยนชื่อ วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการสารภี เป็น "วิทยาลัยเทคนิคสารภี" ประกาศ ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

     
     ในปีการศึกษา 2538 กองการศึกษาอาชีพได้รับอนุมัติให้วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่เปิดสาขาขึ้นที่อำเภอสารภี และได้รับอนุมัติให้ใช้ที่ดินสาธารณะประโยชน์ฉบับที่ 131/2481 ที่ดินเลขที่ 128 เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 64 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ 139/7 หมู่ที่ 5 ถนนเชียงใหม่-ลำพูน ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่และได้รับการโอนพื้นที่โรงเรียนวัดป่าแคโยงต่อจากองค์การบริหารส่วนตำบลหนองผึ้ง(เทศบาลหนองผึ้ง)เพิ่มอีก 2 ไร่ 2 งานรวมมีพื้นที่ 6 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ได้รับงบประมาณในการจัดสร้างอาคารเรียนปฏิบัติการ 4 ชั้นหลังแรกในปีงบประมาณ2538จากกรมอาชีวะศึกษา จำนวนเงิน 13,950,000บาท มีพื้นที่ใช้สอย 3,000 ต.ร.ม. เริ่มก่อสร้างวันที่ 1 ธันวาคม 2538 แล้วเสร็จในวันที่ 25 มีนาคม 2540 และได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารหลังที่3,4 ต่อเนื่องตลอดมาเริ่มเปิดสอนรุ่นแรกในวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 ในหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นและหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ย้ายมาจากวิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่สาขาห้วยแก้ว)
 

     ต้นยางสูงใหญ่ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งเดียวของชาวเชียงใหม่และอำเภอสารภี ยังคงทำให้ที่ในการให้ร่มเงามาตั้งแต่ครั้งโบราณ เมื่อกว่าร้อยปี ซึ่งถือได้ว่าถนนสายนี้เป็นถนนสายอารยธรรมล้านนาที่มีชีวิตเป็นมรดกเก่าแก่ที่ทรงคุณค่า แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะมีใครสักกี่คนทราบถึงประวัติความเป็นมาของต้นยางที่ปลูกเรียงรายสองฟากถนนจากเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่สารภี ถนนสายประวัติศาสตร์ที่ว่ากันว่าเป็นถนนสายเดียวที่มีการปลูกต้นยางมากที่สุดในประเทศด้วยระยะทางประมาณ 10 กว่ากิโลเมตรจากเชียงใหม่ถึงอำเภอสารภี มีต้นยางขึ้นเรียงรายกว่าหนึ่งพันต้น ซึ่งต้นยางเหล่านี้ล้วนผ่านวันเวลาและเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย กระทั่งต้นยางได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของถนนสายนี้ไปแล้ว

        


     ในสมัยก่อนอำเภอสารภี ไม่ได้มีชื่อเรียกเหมือนปัจจุบัน ชื่อเดิมของอำเภอนี้คือ "ยางเนิ้ง" ซึ่งน่าจะมีเหตุมาจากต้นยางที่มีลักษณะ "เนิ้ง" หรือ "โน้ม" เข้าหากัน กระทั่งปี พ.ศ. 2472 จึงได้เปลี่ยนชื่ออำเภอยางเนิ้ง มาเป็นอำเภอสารภี ตามชื่อของดอกไม้ที่มีแพร่หลายอยู่ในอำเภอนี้ ส่วนประวัติของการปลูกต้นยางบนถนนสายประวัติศาสตร์เชียงใหม่ - สารภีนั้น เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2442 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งสยามประเทศได้มีการจัดการปกครองส่วนภูมิภาคจากเมืองประเทศราชมาเป็น รูปแบบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล มีข้าหลวงจากรัฐบาลกรุงเทพมาปกครอง เชียงใหม่ในเวลานั้นอยู่ในช่วงปลายสมัยเจ้าอินทวโรรส เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 8 รัฐบาลส่วนกลางก็ยกเลิกอำนาจการปกครองของเจ้าหลวง ให้ข้าหลวงประจำเมืองทำหน้าที่แทน แต่ยังคงดำรงตำแหน่ง "เจ้าหลวง" เอาไว้เป็นประมุขของเชียงใหม่

     โดยสมัยนั้นเมืองเชียงใหม่ อยู่ในความดูแลของ ข้าหลวงสิทธิ์ขาดมณฑลพายัพ ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้เป็นคนแรกคือ เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ท่านได้นำนโยบายที่เรียกว่า "น้ำต้อง กองต๋ำ" อันหมายถึงนโยบายในการพัฒนาคูคลองร่องน้ำ การตัดถนนหนทางและการปรับปรุงถนนหลวงเพื่อให้ความร่มรื่นแก่ชาวบ้านที่สัญจรไปมาจึงได้มีการกำหนดให้ทางหลวงแต่ละสายปลูกต้นไม้ไม่ซ้ำกันคือ

     ถนนในตัวเมืองเชียงใหม่ ให้ปลูกต้นไม้เมืองหนาว ถนนรอบคูเมือง ให้ปลูกต้นสักและต้นสน ถนนสายเชียงใหม่ - ดอยสะเก็ด ให้ปลูกต้นประดู่ ถนนสายเชียงใหม่ - หางดง ให้ปลูกต้นขี้เหล็ก ถนนสายเชียงใหม่ - สารภี ให้ปลูกต้นยาง และเมื่อเข้าเขตลำพูนให้ปลูกต้นขี้เหล็ก

     สำหรับ การปลูกต้นยางสารภีนั้น เริ่มต้นปลูกอย่างจริงจัง เมื่อปี พ.ศ.2465 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งจากการสอบถาม จ.ส.อ.พรรณศักดิ์ คำมงคล ข้าราชการบำนาญผู้ซึ่งได้ยินเรื่องราวของการปลูกต้นยางมาจากกำนันมานิต คำมงคล ซึ่งท่านเป็นกำนันตำบลปากกองและมีศักดิ์เป็นลุง ท่านได้เล่าว่า ในการปลูกต้นยางสมัยนั้นจะเกณฑ์ชาวบ้านที่ยากจนไม่มีเงินเสียภาษีให้รัฐกับ ชาวบ้านที่ไม่อยากจะเป็นทหาร ให้มาปลูกต้นยางตั้งแต่บ้านหนองหอยจนมาถึงแดนเมือง โดยจะให้ชาวบ้านรับผิดชอบดูแลรดน้ำต้นยางคนละประมาณ 4 - 5 ต้น ถ้าหากพบว่าต้นยางทีตน รับผิดชอบตายก็จะต้องนำต้นยางมาปลูกใหม่

     ขณะ เดียวกันพ่อใจ เขียวคำ อดีตกำนันตำบลยางเนิ้ง ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 80 ปีได้เล่าว่า ต้นยางบนถนนสายเชียงใหม่ - สารภี ปลูกมาก่อนที่ท่านจะเกิดประมาณ 10 ปี ในสมัยนั้นทางราชการได้เกณฑ์ชาวบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ไปปลูกต้นยาง โดยบ้านต้นเหียวเดิมเป็นหมู่บ้านปากกอง ได้มีชาวบ้านถูกเกณฑ์ให้ไปปลูกต้นยาง จำนวน 86 ต้น ซึ่งไม่ได้มีการปลูกในหมู่บ้านแต่ได้เกณฑ์ให้ไปปลูกบริเวณถนนซูเปอร์ในปัจจุบัน

     พ่อใจ เขียวคำ ยังเล่าอีกว่า เมื่อปลูกเสร็จก็ได้มีการมอบหมายให้ชาวบ้านไปรดน้ำเป็นประจำ สมัยนั้นเมื่อเวลาที่ตนเดินไปโรงเรียนยุพราชในเมืองเชียงใหม่ก็ได้อาศัยร่ม เงาของต้นยางบังแดดบังฝน

     พ่ออุ้ยทา แก้วมีสี ชาวบ้านอำเภอสารภีเล่าย้อนถึงอดีตต้นยางว่า เมื่อสมัยที่เป็นเด็กท่านเห็นปู่ทวดเป็นคนปลูก ซึ่งขณะนั้นสภาพของถนนสายนี้มีลักษณะเหมือนอยู่กลางทุ่งนา จนเมื่ออายุได้ประมาณ 7 - 8 ขวบ ก็ได้ไปรดน้ำต้นยางที่ปู่ทวดเป็นคนปลูกซึ่งตอนนั้นต้นยางมีความสูงท่วมศรีษะ ของท่านแล้ว

     "แต่ก่อนครอบครัวได้รับมอบหมายให้ดูแลต้นยาง จำนวน 5 ต้น ซึ่งได้มีการจ้างกันดูแลต้นยาง สมัยนั้นค่าจ้างประมาณคนละ 8 สตางค์ เมื่อเทียบกับค่าเกี่ยวข้าวในสมัยเดียวกันก็ตกประมาณ 12 สตางค์

     ต้นยางที่ปลูกบนถนนสายเชียงใหม่ - สารภีนั้น คือ "ต้นยางนา" ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เป็นไม้สงวนประเภท ข จากบันทึกของปิแอร์ โอร์ต นักเดินทางชาวเบลเยี่ยมที่เดินทางเข้ามาในสยามประเทศ สมัยรัชกาลที่ 5 และท่านได้บันทึกการเดินทางไว้ในหนังสือ "ล้านนาไทยในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง" เรียบเรียงโดย พิษณุ จันทร์วิทัน กล่าวว่า "ถนนจากเชียงใหม่ไปลำพูน ซึ่งข้าพเจ้าเคยกล่าวถึงด้วยความชื่นชมนั้น มิได้มีสิ่งใดพิเศษ เป็นเพียงเส้นทางที่คดเคี้ยวไปมา ใต้ต้นไม้สูงหรือป่าไผ่มีธารน้ำไหลผ่านหลายแห่ง"

     อย่างไรก็ ตาม แม้ว่าวันเวลาของต้นยาง จะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงความพยายามที่จะขยายแนวถนนสายเชียงใหม่ - สารภีของภาครัฐ กระทั้งก็ยังมีกลุ่มคนที่เห็นคุณค่าความสำคัญของประวัติศาสตร์ต้นยาง ด้วยการรวมกลุ่มในการอนุรักษ์ต้นยางเพื่อไม่ให้เอกลักษณ์อันทรงคุณค่าประจำ อำเภอสารภีนี้สูญหายไป ภายใต้ชื่อ "ชมรมคนฮักต้นยาง"
ต้นยางสูงใหญ่ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งเดียวของชาวเชียงใหม่และอำเภอสารภี ยังคงทำให้ที่ในการให้ร่มเงามาตั้งแต่ครั้งโบราณ เมื่อกว่าร้อยปี ซึ่งถือได้ว่าถนนสายนี้เป็นถนนสายอารยธรรมล้านนาที่มีชีวิต เป็นมรดกเก่าแก่ที่ทรงคุณค่า แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน